Monday, April 23, 2012

Stock Focus,DRT,24.Apr.2012.,


บมจ. ผลิตภัณฑ์ตราเพชร (DRT)

คาดผลประกอบการไตรมาส1/55ทำสถิติสูงสุดใหม่

คาดผลประกอบการไตรมาส1/55ทำสถิติสูงสุดใหม่ 187 ล้านบาท (กำไรต่อหุ้น 0.18 บาท) (+120%qoq, +43%yoy) แรงหนุนความต้องการในตลาดต่างจังหวัดและ มีกำไรจากการขายที่ดินประมาณ 45 ล้านบาท แนวโน้มปี 2555 จะได้แรงหนุนจากการบูรณะซ่อมแซม กำลังการผลิตใหม่ NT-10 ที่เน้นผลิตภัณฑ์ทดแทนไม้เข้ากลางปี คาดกำไรปี 2555 จะเติบโต 32% ขยายการลงทุน เพื่อกระจายความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ครบวงจรมากขึ้น จะเสริมการเติบโตในอนาคต หุ้น DRT เป็นหุ้นประเภทปันผล จ่ายปันผลปีละสองครั้ง คาดปันผลปี 2555 ประมาณ 0.46 บาท หรือ คิดเป็นเงินปันผลตอบแทน 7.6%แนะนำ ซื้อ ในลักษณะลงทุนรับปันผล ราคาเป้าหมาย 7.1 บาท
  • คาดกำไรสุทธิไตรมาส 1/55 จะทำสถิติสูงสุดใหม่ 187 ล้านบาท :
    บมจ. ผลิตภัณฑ์ตราเพชร (DRT) เราประเมินผลประกอบการไตรมาส 1/55 จะมีกำไรปกติที่โดดเด่นและทำสถิติสูงสุดได้ใหม่ ถึง 142 ล้านบาท (กำไรต่อหุ้น 0.14 บาท) เพิ่มขึ้น 66% จากไตรมาสก่อน และ 10% จากปีก่อน โดยในไตรมาสนี้จะมีกำไรจากการขายที่ดินประมาณ 45 ล้านบาท เมื่อรวมรายการพิเศษนี้จะมีกำไรสุทธิที่สูงถึง 187 ล้านบาท (กำไรต่อหุ้น 0.18 บาท) พุ่งขึ้น 120% จากไตรมาสก่อน และ 45% จากปีก่อน ผลประกอบการที่โดดเด่นดังกล่าว เนื่องจากได้แรงหนุนจากความต้องการ หลังคากระเบื้อง ผลิตภัณฑ์ทดแทนไม้ต่างๆ ที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดในต่างจังหวัด และ ได้แรงหนุนจากการส่งออกไปประเทศแถบเพื่อนบ้าน ได้แก่ กัมพูชา ลาว และ พม่า ทำให้ยอดขายปรับตัวสูงขึ้นและทำสถิติสูงสุดใหม่เป็น 1,035 ล้านบาท (+20%qoq, +9%yoy) การผลิตในระดับ 90% ของกำลังการผลิต ทำให้อัตรากำไรขั้นปรับขึ้นมาเป็น 31.25% ใกล้เคียงปีก่อน 32% แม้ว่าต้นทุนในด้านต่างๆจะปรับตัวสูงขึ้น และ ปรับขึ้นจากไตรมาสสี่มากซึ่งมีอัตรากำไรขั้นต้น 29.3%
  • ฐานะลูกค้ากระจายตัวสู่ Modern Trade และ ส่งออกมาขึ้น : ลูกค้า Modern Trade เช่น ไทวัสดุ และ GLOBAL มีการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง และ เติบโตสูง ซึ่งผลิตภัณฑ์ตราเพชร ได้เข้าไปร่วมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับ Modern Trade มากขึ้น ซึ่ง Modern Trade นี้จะไม่ขายผลิตภัณฑ์ตราช้าง คาดจะช่วยเสริมการเติบโตของ DRT โดยสัดส่วนของ Modern Trade ปีนี้คาดจะปรับขึ้นมาเป็น 7-8% จากปีก่อนเพียง 2-3% ส่วนตลาดส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน คือ เขมร ลาว และ พม่า ก็มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยปีนี้สัดส่วนจะเพิ่มขึ้นเป็น 12% และ จะเพิ่มขึ้นเป็น 15% ในอนาคต จากปีก่อนมีสัดส่วนส่งออกประมาณ 9.9% สำหรับลูกค้าหลักของบริษัทยังคงเป็น เอเย่นต์ จะมีสัดส่วนประมาณ 74% ลดลงจากปีก่อนที่มีสัดส่วนสูงถึง 80%
  • สายการผลิตใหม่ 10 (NT-10) แล้วเสร็จแล้ว 90% : ในปี 2553-2554 ที่ผ่านมากำลังการผลิตใหม่ สายการผลิต NT-9 เน้นผลิตภัณฑ์ไม้สังเคราะห์ ได้รับการตอบรับมากกว่าคาด ต้องผลิตเต็มกำลังการผลิต ทำให้ทาง DRT ต้องลงทุนสายการผลิตที่ 10 เพิ่มเติมด้วยเงินลงทุน 480 ล้านบาท เน้นผลิตภัณฑ์ไม้สังเคราะห์เช่นเดียวกับสายการผลิตที่ 9 ช่วยเพิ่มกำลังการผลิต 72,000 ตัน จากปัจจุบัน 680,000 ตัน ปัจจุบันได้สร้างแล้วเสร็จ แล้วกว่า 90% คาดจะเริ่มทดสอบการผลิตได้ในเดือน พ.ค. 2555 นี้ และจะเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ได้ประมาณเดือน มิ.ย. 2555 และ ไตรมาส 3/55 คาดจะใช้กำลังการผลิตได้เกือบเต็ม 100% เนื่องจากปัจจุบัน ยังมีความต้องการที่สูง ทั้งในและต่างประเทศ โดยในปีนี้จะช่วยเพิ่มยอดขายประมาณ 200-300 ล้านบาท และ ในปี 2556 จะเพิ่มยอดขายประมาณ 500 ล้านบาท
  • กำลังศึกษาเตรียมลงทุนเพิ่ม NT-11, NT-12 และ อิฐมวลเบาโรงที่ 2 : บมจ.ผลิตภัณฑ์ตราเพชร ปัจจุบันเป็นผู้ผลิตและจำหน่าย ผลิตภัณฑ์ระบบหลังคา ไม้สังเคราะห์พื้นลามิเนต แผ่นบอร์ด ยิปชั่ม และ บริการหลังการขาย โดยเป้าหมายของ DRT ต้องการที่จะกระจายความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ครบวงจรมากขึ้น ซึ่งในอดีตมีสัดส่วนผลิตภัณฑ์หลังคาสูงถึง 80% ปัจจุบันได้ลดลงเหลือ 70% และ ในอนาคตจะลดลงอีกเหลือ60% ปัจจุบัน DRT ได้ลงทุนในโครงการอิฐมวลเบา มูลค่าลงทุน ค่าก่อสร้าง และซื้อเครื่องจักรประมาณ 595 ล้านบาท ในขณะที่ ที่ดิน ได้ซื้อไว้ก่อนหน้านี้เท่ากับ 117 ล้านบาท รวมเป็นมูลค่าโครงการ 712 ล้านบาท เงินลงทุนจะประกอบด้วย กระแสเงินสดภายใน 212 ล้านบาท และ กู้ยืมจากสถาบันการเงิน 500 ล้านบาท มีกำลังการผลิต140,000 ตันต่อปี คาดจะผลิตเชิงพาณิชย์ได้ในไตรมาสสองปี 2556 และจะทำรายได้ประมาณ 300-500 ล้านบาทต่อปี คาดหวังอัตรากำไรสุทธิเท่ากับ 12-15% นอกจากนี้กำลังศึกษาเตรียมลงทุนเพิ่ม ผลิตภัณฑ์ไม้สังเคราะห์ NT-11, NT-12 และ อิฐมวลเบาโรงที่ 2
  • แนวโน้มปี 2555 คาดยอดขายจะโต 12% และ กำไรพุ่ง 32% : แนวโน้มผลประกอบการของ DRT ในปี 2555 เราประเมินยอดขายจะสามารถขยายตัวได้เท่ากับ 12% สู่ระดับ 4,141 ล้านบาท โดยจะเป็นปริมาณขายเพิ่มขึ้นประมาณ 6-8% และ ราคาขายเพิ่มขึ้นประมาณ 3-5% นอกจากนี้ยังได้แรงหนุนจากกำลังการผลิตใหม่ NT-10 ที่จะเข้ามาประมาณกลางปี ซึ่งเน้นผลิตภัณฑ์ทดแทนไม้ จะช่วยเพิ่มยอดขายอีก 200-300 ล้านบาท บวกกับการขยายสาขาโมเดิร์นเทรด เช่น ไทวัสดุ และ GLOBAL ซึ่งจะไม่ขายสินค้าจากเครือซิเมนต์ไทย จะเอื้อประโยชน์ต่อ DRT ในขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นคาดจะใกล้เคียงกับปีก่อน แม้ว่าต้นทุนแรงงานจะปรับเพิ่มขึ้น แต่มีการปรับขึ้นราคา และเพิ่มความหลากหลายของสินค้า ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นจะรักษาระดับได้ เมื่อรวมกับภาษีที่จะปรับลดลงจาก 30% เหลือ 23% และ รายการพิเศษจากการขายที่ดินประมาณ 45 ล้านบาท จะทำให้กำไรของ DRT ในปี 2555 มีการเติบโตที่ดี ประมาณ 32% สู่ระดับ 607 ล้านบาท (กำไรต่อหุ้น 0.59 บาท) ซึ่งเพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิม 564 ล้านบาท จากรายการพิเศษขายที่ดินได้กำไร 45 ล้านบาท
  • หุ้นปันผล แนะนำ ซื้อ ในลักษณะลงทุน เพิ่มราคาเป้าหมายเป็น 7.1 บาท:
    DRTเป็นหุ้นประเภทปันผล โดยจะจ่ายปันผลปีละสองครั้ง เราประเมินจะจ่ายเงินปันผลในปี2555 เท่ากับ 0.46 บาท หรือ คิดเป็น เงินปันผลตอบแทน 7.6% ซึ่งเป็นระดับที่น่าสนใจเราประเมินราคาเหมาะสมเท่ากับ 7.1 บาท โดยเทียบกับฐานเงินปันผล 6.5% ปรับเพิ่มขึ้นจากเดิมเล็กน้อย 6.7 บาท ดังนั้นเราแนะนำ ซื้อ ในลักษณะลงทุนรับปันผล
  • สุรชัย ประมวลเจริญกิจ

    Read more »

    Stock Tomorrow,IHL,CTW,AP,22.Apr.2012


    Life isn't about finding yourself.
    Life is about creating yourself.
    ชีวิตไม่ใช่การค้นหาตัวตนของเราเอง
    แต่มันคือการสร้างตัวตนของเราเองขึ้นมาต่างหาก

    SupportResistanceNow
    IHL                       8.15-8.25            8.75-9.2                 8.5
    CTW 8.1-8.359.15-9.48.7
    AP6.5-6.67.1-7.56.85

    Comment:  ตลาดวันนี้ปิด 1194.60  จุด บวก 9.26 จุด ปริมาณซื้อขาย 28234.68 ล้านบาท หุ้นที่ให้เล่น ตามแนวรับแนวต้านครับ แต่หุ้นพวกนี้ ลงทุนได้ พร้อมทั้งเก็งกำไรได้ เพราะฉะนั้น หาจังหวะเข้าเอาแล้วกัน ครับ จับตาดู MAJOR ,BEC,BWG ด้วยนะ มีโอกาสมาเหมือนกัน


    




    Read more »

    Stock Focus,24,PTT,PTTEP.Apr.2012.,


    เซียนหุ้น 100 ล้าน , ข้อผิดพลาด 10 ข้อ ,



    Our greatest glory is not in never falling,
    but in rising every time we fall.
    เกียรติยศที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่ได้มาจากการที่เราไม่เคยล้ม
    แต่มาจากการลุกขึ้นยืนได้ทุกครั้งที่ล้มต่างหาก

    TOP, BCP, IVL, PTTEP, JAS

    มองทางลดพอร์ตและ Selective Buy

    เราเห็นว่าดัชนีตลาดหุ้นเมื่อเข้าใกล้โซน 1,200 จุด อาจจะไปต่อไม่ไหวเนื่องจากปัจจัยบวกที่จะหนุนต่อเริ่มลดน้อยลง อย่างไรก็ตาม ยังมีกลุ่มหุ้น Undervalued อีกมาก ในกลุ่มปิโตรเลียมต้นน้ำ เช่น PTTEP, PTT, TOP และเรายังมองความหวังว่าธุรกิจปิโตรเคมี ยางพาราอาจมีโอกาสฟื้นสเปรดได้ในช่วง 2H55 ในขณะที่หุ้นอยู่ในเกณฑ์ราคาต่ำ เช่น PTTGC, IVL, STA อย่างไรก็ตาม แม้เราจะชื่นชอบกลุ่ม Commerce และธนาคารพาณิชย์มาโดยตลอด แต่ไม่แนะนำลุยซื้อต่อ เนื่องจาก PER สูงมาก บางทีจะสูงเกิน Growth ที่บริษัทจะทำได้ เราแนะนำให้รอซื้อกลุ่มเหล่านี้เมื่อราคาอ่อนตัว เช่น HMPRO, CPALL, BIGC กลุ่มธนาคารพาณิขย์ รอซื้ออ่อนตัวใน SCB, KBANK, TCAP เป็นต้น
  • ประชุม รมว.คลังจี-20 หนุนเพิ่มทุน IMF กว่า 430,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ  รัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางจากกลุ่มประเทศชั้นนำจี-20 ออกแถลงการณ์หลังการประชุมเป็นเวลา 2 วัน (19-20 เม.ย.55) ที่กรุงวอชิงตันว่า รมว.คลังจี-20 แสดงความมุ่งมั่นแข็งแกร่งที่จะเพิ่มทุนทรัพย์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) กว่า 4.3 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยรัสเซียจะสมทบทุน 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ การสนับสนุนจากรัสเซีย//จีน และบราซิลมีความสำคัญต่อการเพิ่มขนาดกองทุนของไอเอ็มเอฟขึ้น 2 เท่า ขณะที่ยุโรปและญี่ปุ่นประกาศแล้วว่าจะสมทบทุน 3 แสน 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ นอกจากนี้ที่ประชุมยอมรับว่า ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจโลกเผชิญได้เริ่มลดน้อยลง แต่คาดว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจสำหรับปี 2555 จะยังคงอยู่ในระดับปานกลาง ยังคงมุ่งมั่นที่จะดำเนินการที่จำเป็นเพื่อสร้างเสถียรภาพการเงินโลก และเฝ้าระวังราคาน้ำมันที่ยังทรงตัวในระดับสูง
  • ความเชื่อมั่นทางธุรกิจของเยอรมนีปรับตัวดีขึ้นเป็นเดือนที่ 6 ติดต่อกันในเดือน เม.ย. และผลประกอบการของสหรัฐฯดีกว่าที่คาดไว้ ความเชื่อมั่นในตลาดน้ำมันดิบได้แรงหนุนหลังจากที่เยอรมนีซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในยูโรโซนเปิดเผยว่า ความเชื่อมั่นทางธุรกิจเพิ่มขึ้นแตะจุดสูงสุดรอบ 10 เดือนในเดือน เม.ย. ซึ่งช่วยชดเชยความวิตกเกี่ยวกับปัญหานี้ยุโรปและเป็นแรงหนุนยูโร นอกจากนี้ รายงานผลประกอบการจากบริษัทรายใหญ่ของสหรัฐซึ่งรวมถึงเจเนอรัล อิเล็คทริค (จีอี), ไมโครซอฟท์ และแมคโดนัลด์สูงกว่าคาดการณ์ ซึ่งเป็นแรงหนุนตลาดหุ้นและตลาดน้ำมันดิบ ปัจจัยที่ดีขึ้นดังกล่าว เราเชื่อว่าอาจจะหนุนราคาหุ้นของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันดิบ เช่น PTTEP และ PTT มากกว่า BANPU 
  • ราคาถ่านหินปรับตัวลดลงต่อเนื่อง: ราคา BJI ที่ประกาศล่าสุด ณ 19 เม.ย.2555  เท่ากับ 103.85 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน (-1.55 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน) เป็นการลดลงต่อเนื่องนับจากต้นปีที่อยู่ที่ราว 120 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน สะท้อนความอ่อนแอของดีมานด์โลก โดยราคาถ่านหินเริ่มไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกับราคาน้ำมันมากนัก ยิ่งส่งผลกระทบในทางลบต่อ BANPU เพราะต้นทุนเป็นน้ำมันดีเซลบางส่วน ซึ่งราคาปรับขึ้นตามราคาน้ำมันดิบ แม้เรามองปัจจัยพื้นฐานของ BANPU ระยะยาวว่าดี และคาดว่ายังมี Fair Value ระดับ 725 บาท แต่ระยะสั้น ใน 1H55 เรากลับยังเห็นความสำคัญของหุ้นในกลุ่ม PTT ที่เป็นต้นน้ำมากกว่าเช่น PTTEP, PTT รวมไปถึง TOP, PTTGC, BCP ที่ Undervalued มากกว่า ราคาถ่านหินลดลง ให้ประโยชน์ในทางอ้อมต่อโรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง เช่น GLOW
  • การปรับขึ้นค่าจ้างแรงงาน อาจให้ผลกระทบทางลบเมื่อปฏิบัติใช้ในปี 2556: นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีแรงงาน แถลงยืนยันว่า จะขึ้นค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาทใน 70 จังหวัดที่เหลือ วันที่ 1 ม.ค. 2556 ตามกำหนดโดยจะไม่เลื่อนออกไปเป็นปี 2558 ตามที่สภาอุตสาหกรรมฯ เสนอหลังจากการหารือกับภาคเอกชนไปเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้ปัจจุบันจะยังมีภาคธุรกิจเสนอให้รัฐบาลเลื่อนขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในอีก 70 จังหวัดออกไปเป็นปี 2558 เพราะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นถึง 40% จนอาจทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถรับภาระได้ และอาจทำให้ส่งผลกระทบทางลบแทนที่ เพราะคาดว่าเมื่อปฏิบัติใช้จะทำให้อัตราการว่างงานเพิ่มสูงขึ้น (ที่มา : ไทยรัฐ 23 เม.ย.  55)
  • Vajiralux Sanglerdsillapachai

    Read more »

    Stock Focus,DRT,20.Apr.2012.,


    DRT (ซื้อ : ราคาเป้าหมาย 6.7 บาท) :

    Key Takeaway จากการพบผู้บริหาร

    - ผลประกอบการไตรมาส 1/54 คาดจะมีกำไรปกติที่โดดเด่นและทำสถิติสูงสุดได้ใหม่ ถึง 142 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 66% จากไตรมาสก่อน และ 10% จากปีก่อน โดยในไตรมาสนี้มีกำไรจากการขายที่ดินประมาณ 45 ล้านบาท เมื่อรวมรายการพิเศษนี้จะมีกำไรสุทธิที่สูงถึง 187 ล้านบาท (กำไรต่อหุ้น 0.19 บาท) พุ่งขึ้น 120% จากไตรมาสก่อน และ 45% จากปีก่อน ผลประกอบการที่โดดเด่นดังกล่าว เนื่องจากได้แรงหนุนจากความต้องการ หลังคากระเบื้อง ผลิตภัณฑ์ทดแทนไม้ต่างๆ ที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดในต่างจังหวัด และ ได้แรงหนุนจากการส่งออกไปประเทศแถบเพื่อนบ้าน ได้แก่ กัมพูชา ลาว และ พม่า ทำให้ยอดขายปรับตัวสูงขึ้นและทำสถิติสูงสุดใหม่เป็น 1,035 ล้านบาท (+20%qoq, +9%yoy) การผลิตในระดับ 90% ของกำลังการผลิต ทำให้อัตรากำไรขั้นปรับขึ้นมาเป็น 31.25% ใกล้เคียงปีก่อน 32% แม้ว่าต้นทุนในด้านต่างๆจะปรับตัวสูงขึ้น และ ปรับขึ้นจากไตรมาสสี่มากซึ่งมีอัตรากำไรขั้นต้น 29.3%

    - แนวโน้มปี 2555 ผู้บริหารตั้งเป้ายอดขายจะเติบโต 13% โดยจะได้แรงหนุนจากกำลังการผลิตใหม่ NT-10 ซึ่งเน้นผลิตภัณฑ์ทดแทนไม้ จะเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ในปลายไตรมาส 2/55 นี้ จะช่วยเพิ่มยอดขายประมาณ 300 ล้านบาท และ จะเพิ่มเป็น 500 ล้านบาท ในปี 2556 นอกจากนี้ คาดจะได้แรงหนุนจากตลาดส่งออกที่เพิ่มสูงมากขึ้น โดยเฉพาะในไตรมาส 3-4 ซึ่งเป็น ช่วงโลซีซั่นของตลาดในประเทศ จะผลักดันส่งออกมากขึ้น โดยปีนี้ตลาดส่งออกจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 12% จากปีก่อนประมาณ 10% และ ในอนาคตคาดจะปรับขึ้นเป็น 15%

    - การขยายตัวของร้านวัสดุก่อสร้างสมัยใหม่ อย่าง ไทวัสดุ และ GLOBAL ซึ่งปัจจุบัน DRT เป็นพันธมิตรในการส่งสินค้าให้ จะเป็นอีกช่องทางที่เพิ่มยอดขายให้ DRT โดยคาดสัดส่วนของร้านวัสดุก่อสร้างสมัยใหม่ จะเป็นขึ้นเป็น 7% ในปีนี้ จากปีก่อน 2-3%

    - ปัจจุบันสินค้าของ DRT กระจายครบวงจรมากขึ้น จากเดิมจะเน้นจะเฉพาะหลังคา โดยมีสินค้าต่างๆ คือ ผลิตภัณฑ์ระบบหลังคา ไม้สังเคราะห์ พื้นลามิเนต แผ่นบอร์ด ยิปชั่ม และ บริการหลังการขาย ร่วมมือกับ แฮดเลย์ กรุ๊ป จากอังกฤษ ผลิตโครงหลังคาสำเร็จรูป และ ธุรกิจผนังสำเร็จรูป Diamond Wall โดยในปี 2556 จะมีคอนกรีตมวลเบาเข้ามาเสริม ซึ่งใช้เงินลงทุนประมาณ 500-600 ล้านบาท ทำให้คาดสัดส่วนยอดขายผลิตหลังคาจะลดลงเหลือ 60% จาก ปัจจุบัน 70% และ เทียบกับในอดีตที่มีสัดส่วนสูงถึง 80%

    - DRT เป็นหุ้นประเภทปันผล โดยจะจ่ายปันผลปีละสองครั้ง เราคาดจะจ่ายเงินปันผลสำหรับผลประกอบการในปี 2555 เพิ่มขึ้นเป็น 0.43 บาท หรือ คิดเป็น เงินปันผลตอบแทน 7.3% ซึ่งเป็นระดับที่น่าสนใจ เราประเมินราคาเหมาะสมเท่ากับ 6.7 บาท ดังนั้นเราแนะนำ ซื้อ ในลักษณะลงทุนรับปันผล
    Surachai Pramualcharoenkit

    Read more »

    Sunday, April 22, 2012

    Free Apps For Android


    วันนี้มีของฟรี มาฝาก สมาชิกครับ ยังมีอีกมากครับ กลัวจะดูกันไม่หมด เอามาให้ดูเรียกน้ำย่อยครับ สามารถเข้าไปดูเพิ่มเติมได้ ดาวโหลดฟรีด้วย  ไว้โอกาสหน้าจะหาอย่าอื่นมาให้อีกนะครับ


    Read more »

    Friday, April 20, 2012

    Gold Price, 11.Apr.2012., 18.00


    บทความ 2011 , บทความ 2012 , กรูหุ้น 1000 ล้าน,

    เซียนหุ้น 100 ล้าน , ข้อผิดพลาด 10 ข้อ ,



    Our greatest glory is not in never falling,
    but in rising every time we fall.
    เกียรติยศที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่ได้มาจากการที่เราไม่เคยล้ม
    แต่มาจากการลุกขึ้นยืนได้ทุกครั้งที่ล้มต่างหาก
    SupportResistanceNow
    Gold Spot                 1633-1636             1648-1651               1644
    US$ / TH฿ 30.77-30.8431-31.0430.88
    Gold Future23900-2406024300-2444024220
    Gold Price 239502425024100

    Comment: ราคาทองในคืนนี้ คิดว่ายังคงเล่นในกรอบ gold spot 1636-1651-1656  ส่วนค่าเงินบาท อยู่ที่ 30.88 แข็งค่ามาเล็กน้อย  ดังนั้นสรุป คิดว่าวันนี้คงเล่นอยู่ในกรอบดังกล่าว ทางขึ้นจะเป็นต่อเล็กน้อย ถ้าราคาเปิด ต่ำกว่า 24150  กลยุทธ หาจังหวะ ขายทำกำไรออก แถว 24450 หรือ ซื้อทางขึ้นเมื่อลงมาต่ำกว่า 24200 ลงไปยิ่งมากยิ่งดี โดยเฉพาะ ถ้าลงใกล้ 24080 น่าลองเล่นเด้งอย่างมากครับ















    Read more »

    Stock Focus,20.Apr.2012.,


    เซียนหุ้น 100 ล้าน , ข้อผิดพลาด 10 ข้อ ,



    Our greatest glory is not in never falling,
    but in rising every time we fall.
    เกียรติยศที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่ได้มาจากการที่เราไม่เคยล้ม
    แต่มาจากการลุกขึ้นยืนได้ทุกครั้งที่ล้มต่างหาก

    JAS, THCOM, SIRI, TCAP, SYNTEC

    เตรียมตัวลดพอร์ตก่อน 24-25 เม.ย.55 แต่ยัง Selective Buy


    ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ และความวิตกกังวลสถานการณ์ในยุโรป ยังคงสร้างความน่าผิดหวังต่อการลงทุนตลาดหุ้นในต่างประเทศ โดยตลาดหุ้นยุโรปและสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงมาต่อเนื่อง 2-3 วันทำการแล้ว สำหรับตลาดหุ้นไทยที่ได้อานิสสงค์การประกาศงบการเงินที่ดีเกินคาดของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ทำให้ปรับตัวดีขึ้นมากสวนทางตลาดต่างประเทศมา 2-3 วันแล้ว เรามองว่าจากนี้ไปไม่มีอะไรที่เป็นปัจจัยบวกหนุนตลาดหุ้นขึ้นต่อในช่วงหลังงบออก

    นอกจากนี้ฝากฝั่งต่างประเทศคือสหรัฐฯ ยังเผชิญกับเงื่อนเวลาที่ตรงกับเรามองทางขายคือ 24-25 เม.ย.มีการประชุม FOMC ซึ่งนอกจากเรื่องนโยบายดอกเบี้ยต่ำ ที่คงไม่ได้ปรับเปลี่ยนอะไร แต่ครั้งนี้ เฟดอาจต้องมีมติว่าจะต่ออายุ Operation Twist หรือไม่ (หมดอายุ มิ.ย. ต้องให้คำตอบรอบการประชุมนี้แล้ว) เราคาดว่าแม้เฟดจะตัดสินใจต่ออายุ Operation Twist แต่คาดว่าจะมีการโยกย้ายเม็ดเงินลงทุนออกจากตลาดหุ้นไปสู่บอนด์ระยะยาวของสหรัฐฯ ดังนั้นสถานการณ์ต่างประเทศในช่วงสัปดาห์หน้าจะเข้มข้นมาก หากภาพรวมของตลาดหุ้นทั่วโลกมีแนวโน้มที่เงินทุนจะย้ายออกไปสู่ตลาดพันธบัตร เราจึงประเมินความเสี่ยงแล้วเห็นว่าควรเริ่มทยอยลดพอร์ตการลงทุนในช่วงก่อนและหลัง 24-25 เม.ย.55 ต่อเนื่อง คาดว่าข่าวบวกในภาพรวมก็ยังไม่มีอะไรหนุนในช่วง 1 เดือนข้างหน้านับจากวันที่ดังกล่าว นอกจากจะเป็นข่าวดีเฉพาะตัวของหุ้นตัวนั้น ๆ ดังนั้นหากลงทุนต่อเนื่องควรเลือกกลยุทธ์การลงทุนแบบ Selective Buy พิจารณาจาก Bottom-up Approach เป็นหลัก ซึ่งหุ้นแต่ละตัวจะมีการขึ้นที่ต่างกรรมต่างวาระ ไม่ปรับตัวขึ้นพร้อมกันหมด หุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่มพลังงาน กว่าจะมีปัจจัยดีที่จะบวกกลับอาจจะต้องรอ 2H55 แม้ว่าราคาหุ้นต่ำกว่าพื้นฐาน Fair Value มากแล้ว แต่การพลิกมาปรับตัวขึ้นในช่วงนี้คงยากเนื่องจากปัจจัยลบในต่างประเทศรุมเร้า ทยอยซื้อได้แต่ต้องรอดูจังหวะการเบรกขึ้นในเวลาถัดมา สิ่งเหล่านี้มีนัยยะว่าตลาดจะเริ่มซึมลงนับจากราวสิ้นเดือน เม.ย.-พ.ค.นี้

    ปัจจัยวันนี้
    (-)ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงลงเป็นวันที่ 2 ติดต่อกัน ในขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจที่น่าผิดหวัง จำนวนชาวอเมริกันที่ขอสวัสดิ การ ว่างงานสูงกว่าที่คาดไว้ ซึ่งเป็นสัญญาณการสูญเสียแรงผลักดันในตลาดแรงงาน ยอดขายบ้านมือสองในสหรัฐลดลงในเดือน มี.ค.เป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน
    (-)ตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ น่าผิดหวังส่งผลลบต่อตลาดหุ้น: จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 14 เม.ย. ลดลง 2,000 ราย มาอยู่ที่ 386,000 ราย ซึ่งน้อยกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ว่าจะลดลงมาอยู่ที่ 370,000 ราย ขณะที่ยอดขายบ้านมือสองเดือนมี.ค.ร่วงลง 2.6% มาอยู่ที่ระดับ 4.48 ล้านยูนิต ตรงข้ามกับที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่ายอดขายบ้านมือสองจะเพิ่มขึ้นแตะที่ 4.62ล้านยูนิตในเดือน มี.ค. จากเดือนก.พ.ที่ 4.59 ล้านยูนิต

    (-)ไอเอ็มเอฟเตือนว่า มีแนวโน้ม"ความไม่แน่นอน"ในเศรษฐกิจโลก ความตึงเครียดทางการเงินครั้งใหม่ในยูโรโซน, การว่างงานสูง, การระบายสินทรัพย์เสี่ยงของธนาคาร และแนวโน้มการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมัน ต่างก็สร้างความเสี่ยงที่จะบั่นทอนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่เปราะบาง หลายประเทศซึ่งรวมถึงสวิตเซอร์แลนด์และโปแลนด์ ประกาศเมื่อเย็นวันพุธถึงคำมั่นที่จะให้เงินสมทบ นอกเหนือจากคำมั่นก่อนหน้านี้จากยุโรปและญี่ปุ่น แต่ตลาดเกิดใหม่ที่สำคัญต่างๆ อาทิ จีนและบราซิล บ่งชี้ว่า พวกเขายังไม่ต้องการที่จะยืนยันจ่ายเงินสมทบ หากปราศจากการรับประกันที่หนักแน่นขึ้นว่า ไอเอ็มเอฟจะผลักดันการปฏิรูปการกำกับดูแลโดยให้พวกเขาและกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนาอื่นๆมีอำนาจในการออกเสียงมากขึ้นในไอเอ็มเอฟ
    Vajiralux Sanglerdsillapachai

    Read more »

    Stock News,ยอดการผลิตรถ,20.Apr.2012.,


    ผลิตและขายรถเดือนมี.ค.ทำสถิติสูงสุดใหม่

    เดือน มี.ค. มียอดผลิตรถยนต์พุ่งสูงถึง 190,935 คัน และ มียอดขายในประเทศ 110,928 คัน ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แม้ว่าค่ายรถยนต์ Honda จะยังไม่กลับมาผลิต แนวโน้มปี 2555 กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประเมินยอดผลิตรถยนต์จะสูงถึง 2.1-2.3 ล้านคัน หรือ เติบโต 44-47% สำหรับยอดขายรถยนต์ในประเทศค่ายโตโยต้าประเมินจะสูงถึง 1.1 ล้านคัน เติบโต 38.5% คาดกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์จะได้ประโยชน์ จากการเติบโตสูงในอุตสาหกรรมรถยนต์ แนะนำ หุ้น AH (เป้าหมาย 15 บาท) , SAT (เป้าหมาย 30 บาท), STANLY (เป้าหมาย 200 บาท)

  • ยอดผลิตรถยนต์ทำสถิติสูงสุดใหม่ 190,935 คัน: กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยจำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้ในเดือนมีนาคม 2555 มีทั้งสิ้น 190,935 คัน สูงสุดนับตั้งแต่มีการผลิตรถยนต์ปี พ.ศ.2504 เป็นต้นมา โดยเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 11.01% และเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 13.5% สำหรับไตรมาส1/55 จำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ มีจำนวนทั้งสิ้น 499,560 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 6.52%
  • แนวโน้มไตรมาส 2/55 จะชะลอตัว : ส.อ.ท. ได้ประมาณการผลิตรถยนต์ในไตรมาส
    2/55 มีจำนวน 477,777 คัน เปรียบเทียบกับยอดผลิตจริง ไตรมาส 1/55 จะลดลง 4.36% และเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนจะพุ่งขึ้นถึง 39.85% เนื่องจากปีก่อนมีปัญหาสึนามิในญี่ปุ่น สำหรับแนวโน้มปี 2555 ประเมินยอดผลิตรถยนต์เท่ากับ 2.1-2.3 ล้านคันเติบโตสูงจากปีก่อนที่มียอดผลิตรถยนต์เพียง 1.46 ล้านคัน เนื่องจากปีก่อนถูกกระทบทั้งสึนามิในญี่ปุ่น และ ปัญหาน้ำท่วมในไทย

  • ตลาดรถยนต์ในประเทศทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 110,928 คัน โต 19.3% :
    สถิติการจำหน่ายรถยนต์ในประเทศ ประจำเดือน มีนาคม 2555 มีปริมาณการขาย110,928 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 19.3% และ มากกว่าเดือนก่อน 21.48% ค่ายรถโตโยต้าประเมินตลาดรถยนต์ในเมืองไทยยังคงมีความต้องการอยู่อย่างมาก และ มีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้น ทั้งจากการทำการตลาดอย่างต่อเนื่องจากค่ายรถยนต์ต่างๆ ด้วยการแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่ ตลอดจนนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐ ทำให้ คาดการณ์ว่า ตลาดรถยนต์ในเมืองไทย จะมียอดขายเพิ่มสูงขึ้นถึง 1.1 ล้าน คัน เติบโตสูงถึง 38.5% ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ประเทศไทยจะมียอดขายรถยนต์เกิน 1 ล้านคันต่อปี
  • คงมุมมองในด้านบวกต่อแนวโน้มอุตสาหกรรมรถยนต์ในปีนี้ :
    ตัวเลขยอดผลิตปัจจุบันค่ายรถยนต์ต่างๆได้กลับมาผลิตเต็ม 100% และ ยังบวกด้วยโอที เนื่องจากยังมียอดรถจองที่ค้างส่งอยู่เป็นจำนวนมาก โดยค่ายรถยนต์ฮอนด้าที่เริ่มกลับมาผลิตปลายเดือน มีนาคม หลังจากประสบปัญหาน้ำท่วมในไตรมาสสี่ปีก่อน โดยแนวโน้มปี 2555 คาดค่ายรถยนต์ต่างๆจะกลับมาผลิตสูงกว่าระดับปกติ ทำให้คาดจะเติบโตโดดเด่น

  • นอกจากนี้เราคาดอุตสาหกรรมรถยนต์จะยังได้แรงหนุนจาก นโยบายรถคันแรกของรัฐบาลจะช่วยกระตุ้นแรงซื้อ และ ค่ายรถต่างๆมีการเปิดตัวรถอีโค-คาร์มากขึ้น รวมถึงค่ายรถยนต์ต่างๆยังยืนยันที่จะใช้ไทยเป็นฐานการผลิตในการส่งออก ทำให้แนวโน้มอุตสาหกรรมรถยนต์ในปีนี้จะเติบสูง โดยสถาบันยานยนต์ และ สภาอุตสาหกรรมประเมินยอดผลิตรถยนต์จะสูงถึง 2.1-2.3 ล้านคัน เติบโตสูงจากปีก่อนที่มียอดผลิตรถยนต์เท่ากับ 1.46 ล้านคัน และ ค่ายโตโยต้าประเมินตลาดรถยนต์ในนี้จะพุ่งขึ้นถึง 1.1 ล้านคัน เติบโตถึง 38.5% สำหรับหุ้นในกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ที่เราศึกษา และ แนะนำ ซื้อ ได้แก่ AH(ราคาเป้าหมาย 15 บาท), SAT (ราคาเป้าหมาย 30 บาท) และ STANLY (ราคา เป้าหมาย 200 บาท) แต่ราคาหุ้นก็ได้ปรับขึ้นมารับข่าวด้านบวกค่อนข้างมาก นับตั้งแต่ต้นปี พุ่งขึ้นมา 23-37%

    สุรชัย ประมวลเจริญกิจ

    Read more »